Pattaya One News
Image default
Home » เช็คอาการปวดท้อง ปวดแบบไหน เป็นโรคอะไร?
ALL THAI NEWS ไลฟ์สไตล์

เช็คอาการปวดท้อง ปวดแบบไหน เป็นโรคอะไร?

อาการปวดท้อง เป็นอาการที่สามารถเป็นได้ทุกคน บางคนอาจเป็นแค่อาการเบสิก แต่อย่านึกว่าเป็นแล้วก็หายไม่อันตราย เพราะ บางรายปวดท้องเป็นประจำแต่ละเลยสุขภาพ ซึ่งจริง ๆ แล้ว อาการปวดท้อง อาจเป็นสัญญาณเตือนของร่างกายที่ควรจะไปพบแพทย์ได้แล้ว

มาดูกันว่าอาการปวดท้องบอกโรคอะไร และเมื่อไรควรจะต้องไปพบแพทย์

  1. ชายโครงขวาเป็นจุดของตับ และถุงน้ำดี หากกดแล้วเจอก้อนแข็ง ๆ บวกกับอาการตัวเหลือง ตาเหลือง หมายถึง ความบกพร่องของตับ หรือถุงน้ำดี หากปวดมากควรพบแพทย์
  2. ใต้ลิ้นปี่หรือกลางตัว ตรงซี่โครงซี่ล่างสุด (กลางตัว) กระเพาะอาหาร ตับอ่อน ตับ และกระดูกลิ้นปี่- ลองสังเกตตัวเองหากปวดเป็นประจำเวลาหิว หรืออิ่ม อาจเกี่ยวกับโรคกระเพาะ หากปวดรุนแรงร่วมกับคลื่นไส้อาเจียน อาจเป็นตับอ่อนอักเสบ

    – หากคลำเจอก้อนเนื้อขนาดใหญ่และค่อนข้างแข็ง อาจหมายถึงตับโต

    – หากคลำได้ก้อนสามเหลี่ยมแบนเล็ก ๆ อาจเป็นกระดูกลิ้นปี่ ควรพบแพทย์

  3. ปวดชายโครงขวาจะตรงกับตำแหน่งของม้าม ไม่ต้องรีรอ ไปปรึกษาแพทย์ทันที
  4. ปวดบั้นเอวขวาตรงตำแหน่งของท่อไต ไต ลำไส้ใหญ่- อาการปวดมาก: ลำไส้ใหญ่อักเสบ

    – อาการปวดร้าวถึงต้นขา: เริ่มต้นเป็นนิ่วในท่อไต

    – อาการปวดร่วมกับปวดหลัง มีไข้ หนาวสั่น ปัสสาวะขุ่น:กรวยไตอักเสบ ควรรีบไปพบแพทย์

    – เมื่อคลำเจอก้อนเนื้อ: ควรรีบไปพบแพทย์

  5. ปวดรอบสะดือตรงกับตำแหน่งลำไส้เล็ก หากกดแล้วปวดมาก คืออาการไส้ติ่ง ปวดมากจนทนไม่ได้ควรพบแพทย์หากปวดแบบมีลมในท้องด้วย อาจแค่กระเพาะลำไส้ทำงานผิดปกติ
  6. ปวดบั้นเอวซ้าย เป็นตำแหน่งท่อไต ไต ลำไส้ใหญ่- ปวดมาก: ลำไส้ใหญ่อักเสบ

    – ปวดร้าวถึงต้นขา: อาจเป็นนิ่วในท่อไต

    – ปวดร่วมกับปวดหลัง มีไข้ หนาวสั่นด้วย ปัสสาวะขุ่น: กรวยไตอักเสบ ให้รีบไปพบแพทย์

    – คลำเจอก้อนเนื้อ: ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ ควรรีบพบแพทย์

  7. ปวดท้องน้อยขวา เป็นตำแหน่ง ไส้ติ่ง ท่อไต และปีกมดลูก- หากปวดเกร็งเป็นระยะ ๆ แล้วร้าวมาที่ต้นขา: กรวยไตอักเสบ ควรพบแพทย์

    – ปวดเสียดตลอดเวลา กดแล้วเจ็บมาก: ไส้ติ่งอักเสบ

    – ปวดร่วมกับมีไข้สูง หนาวสั่น มีตกขาว: ปีกมดลูกอักเสบ

    – คลำแล้วเจอก้อนเนื้อ: ก้อนไส้ติ่ง หรือรังไข่ผิดปกติ

  8. ปวดท้องน้อยตรงตำแหน่งกระเพาะปัสสาวะ และมดลูก– ปวดเวลาถ่ายปัสสาวะ หรือถ่ายกะปริบกะปรอย: กระเพาะปัสสาวะอักเสบ หรือ นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ

    – ปวดเกร็งเวลามีประจำเดือน ผู้หญิงที่แต่งงาน ไม่มีลูกแล้วมีอาการปวดเรื้อรัง: อาการมดลูกผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์

  9. ปวดท้องน้อยซ้ายตำแหน่ง ปีกมดลูก และท่อไต– ปวดเกร็งเป็นระยะและร้าวมาที่ต้นขา: นิ่วในท่อไต

    – ปวดร่วมกับมีไข้ หนาวสั่น ตกขาว: มดลูกอักเสบ

    – ปวดร่วมกับถ่ายอุจจาระผิดปกติ: ลำไส้ใหญ่อักเสบ

    – คลำพบก้อนร่วมกับอาการท้องผูกเป็นประจำ: เนื้องอกในลำไส้

คำแนะนำ

1. กินยาตามแพทย์สั่ง

2. เลือกกินอาหารที่ย่อยง่าย งดนม อาหารรสจัด น้ำผลไม้

3. หากยังมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องน้อยด้านขวามากขึ้น หลังทานยาแก้ปวดไปแล้ว 2 ชม. ให้รีบไปพบแพทย์ทันที

4. ไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจตามที่แพทย์นัดทุกครั้ง

อาการปวดท้อง ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย แม้ว่าจะปวดนิดเดียว ก็ไม่ควรละเลย รักสุขภาพ รักตัวเอง ต้องคอยหมั่นสังเกตร่างกายของเราอยู่เสมอ หากเกิดอาการผิดปกติ ให้รีบไปพบแพทย์  ถ้าปล่อยเรื้อรังอาจจะสายเกินแก้ได้

Cr.Sanook